พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์…ควรศึกษาภาษีขายของออนไลน์อะไรบ้าง

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์…ควรศึกษาภาษีขายของออนไลน์อะไรบ้าง

การเลือกใช้ช่องทางออนไลน์เป็นสื่อกลางในการค้าขายสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานลูกค้าควบคู่ไปกับการเปิดหน้าร้านทำการซื้อขายโดยไร้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ และเวลา อีกทั้งเพื่อลดต้นทุนในการเปิดหน้าร้าน และสามารถจัดการดูแลได้ง่ายก็ตาม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาเปิดร้านค้าแบบออนไลน์กันมากขึ้น

นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้พื้นที่ออนไลน์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางการค้าบนโลกออนไลน์มีลักษณะที่แตกต่างกันไป ทั้งในรูปแบบของการนำเสนอขายสินค้าผ่านการไลฟ์สด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ว่าจะสามารถเล็งเห็นโอกาสในการทำการค้าจากความก้าวหน้าของระบบเทคโนโลยีแบบไหนดี

ดังนั้นเมื่อพ่อค้าแม่ค้ามีรายได้เกิดขึ้น สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทจะเป็นเรื่องของ ภาษีขายของออนไลน์ แล้วภาษีที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ลองมาค้นคว้าหาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้เลย

ภาษีขายของออนไลน์คืออะไร มีอะไรบ้าง

สำหรับช่องทางออนไลน์ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้าออนไลน์และบริการของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ประกอบด้วย Facebook Instagram Line Lineshop ฯลฯ ภาษีขายของออนไลน์ ถือว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการค้าขายออนไลน์เป็นอย่างมาก ซึ่งผู้มีรายได้จำเป็นต้องทราบก่อนว่า บุคคลธรรมดาเมื่อมีรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือน 60,000 บาท/ปี ต้องยื่นภาษี โดยมีภาษีที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.ภาษีบุคคลธรรมดา 

เมื่อมีการค้าขายสินค้าออนไลน์เกิดขึ้น หากเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะมีวิธีการคำนวณ 2 แบบ คือ

– (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย

แล้วนำมาเปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราภาษีก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันได ดังนี้

เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท (ได้รับการยกเว้นภาษี)

เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท (อัตราภาษี 5%)

เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท (อัตราภาษี 10%)

เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท (อัตราภาษี 15%)

เงินได้สุทธิ 750,001 – 1 ล้านบาท (อัตราภาษี 20%)

– รายได้ x 0.5% (สำหรับรายได้ที่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี)

ทั้งนี้ กรณีคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 แล้วมีภาษีชำระไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษีจากการคำนวณตามวิธีที่ 2 แต่ยังต้องเสียภาษีตามวิธีที่ 1  

2.ภาษีเงินได้นิติบุคคล 

หากร้านค้ามีการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล วิธีการคำนวณภาษีคือ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) = กำไรสุทธิ แล้วนำกำไรสุทธิที่ได้มาคิดภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีดังนี้

      – การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี จะต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมชำระภาษี(ถ้ามี) ตามแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี 

      – การเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี จะต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี 

3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์ และมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องดำเนินการ จดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่ม โดยกฎหมายมีการบังคับให้ผู้มีรายได้จากการประกอบธุรกิจเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มทุกๆ เดือน นับตั้งแต่วันที่ยื่นจดทะเบียนเป็นต้นไป ในทางกลับกันหากมีรายได้ตลอดทั้งปีเท่ากับหรือไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ก็ยังไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม

4.ภาษีออนไลน์ E-PAYMENT

ภาษีออนไลน์ E-PAYMENTป็นการส่งข้อมูลยอดเงินของเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งที่เปิดแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ให้แก่สรรพากร โดยมีเงื่อนไขในการส่งข้อมูลให้สรรพากรคือ

– มีเงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้งต่อปี ไม่ดูจำนวนเงิน

– มีเงินเข้าบัญชี 400 ครั้งต่อปี โดยนับเฉพาะจำนวนเงินรับฝากเข้า และมีจำนวนเงินที่รับฝากรวมเกิน 2 ล้านบาท

 การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร

จากประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องให้ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนพาณิชย์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ทำธุรกิจออนไลน์ และมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยกลุ่มกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

– การซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการผ่านอินเตอร์เน็ตหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ (ร้านค้าออนไลน์)

– การให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)

– ธุรกิจให้บริการ Web Hosting

– ธุรกิจแหล่งตัวกลางขายสินค้าและบริการ (E-Marketplace)

แนะแนวทางจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1.การยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ 1 คำขอต่อ 1 เว็บไซต์ หรือ 1 ร้านค้าออนไลน์

2.ต้องมีร้านค้าออนไลน์แล้วเท่านั้น โดยไม่ใช่มีแต่ชื่อเว็บไซต์ หรือชื่อร้านค้า

3.เป็นร้านค้าหรือเป็นผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ 4 ประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

4.ไม่ใช่เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือให้ข้อมูลเท่านั้น โดยไม่สามารถซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์นั้นๆ ได้ 

5.การซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านทางเว็บไซต์ หรือ Social Media เช่น Facebook ที่เป็นการทำการค้าโดยปกติ ถือเป็นการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และนำเลขทะเบียนแสดงบนหน้าร้านค้าออนไลน์   

6. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์ DBD Registered เฉพาะร้านค้าออนไลน์ที่เป็นเว็บไซต์และมีโดเมนเนมเป็นของตนเอง ไม่รวมสื่อออนไลน์อื่น

บทสรุป สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องภาษีขายของออนไลน์ และวิธีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวปฏิบัติการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง 

นอกจากนี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ถ้ากิจการมีรายได้สูงขึ้น ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทางผู้ประกอบการควรตัดสินใจจดบริษัทนิติบุคคล เพราะการจดบริษัทนิติบุคคลจะช่วยทำให้เสียภาษีน้อยกว่าภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา เพราะเป็นการคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้