เจาะลึก! ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ควรรู้

เจาะลึก! ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ควรรู้

ในบทความนี้จะมาทำความรู้จักกับ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจและรู้จักกับ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กันมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องเสียภาษี เช่น ผู้มีรายได้ ผู้ประกอบการ ธุรกิจขนาดเล็ก เป็นต้น 

โดย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการเสียภาษีที่ผู้จ่ายต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และหักเงินไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายเงินให้กับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งหลังจากที่นิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว จะต้องยื่นแบบฯ ที่กรมสรรพากร โดยมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ข้อมูลมีอะไรบ้างสามารถติดตามอ่านได้ดังนี้

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คืออะไร ใครต้องจ่าย

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คือ การเรียกเก็บภาษีจากผู้ทำธุรกิจในนามนิติบุคคลที่จ่ายค่าตอบแทนในทุกรูปแบบ และเพื่อลดภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ที่จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงเวลายื่นแบบฯ 

โดยผู้จ่ายเงินที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ จะต้องนำเงินที่หักส่งให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของทุกเดือน หรือยื่นออนไลน์ถึงวันที่ 15 ของทุกเดือน แต่ถ้ากิจการไม่หักไว้ จะถือว่าเป็นความผิดของกิจการ ส่วนกรณีที่ลูกจ้างประจำผู้รับเงินที่เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หากมีจำนวนน้อยกว่าภาษีที่ต้องนำส่งจริง ผู้มีเงินได้ยังไม่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินในฐานะนายจ้างก็ไม่ต้องหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร  

ผู้มีหน้าที่หักภาษี  ณ ที่จ่าย ได้แก่ บริษัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม หรือคณะบุคคล ที่เป็นผู้จ่ายเงินได้ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายคือต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้ทุกครั้ง            

ประเภทเงินได้กับการเสีย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 

เรื่องของ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย นั้น จะเห็นได้ว่ามีทั้งค่าใช้จ่ายแบบที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และบางประเภทก็หักภาษี ณ ที่จ่าย ยอดที่หักก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งสำหรับเจ้าของกิจการนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นคนหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ส่วนหนึ่งก่อนที่จะจ่ายเงินให้กับผู้รับ ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยแตกต่างกันตามประเภทเงินได้ที่จ่ายดังนี้ 

ประเภทเงินได้จ่ายบุคคลธรรมดาจ่ายนิติบุคคล
1.มาตรา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้างแรงงานหักอัตราก้าวหน้าหัก 3%
2.มาตรา 40(2) การรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้าหักอัตราก้าวหน้าหัก 3% 
3.มาตรา 40(3) ลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิ์อื่นหักตามอัตราภาษีที่กำหนดหัก 3%
4.มาตรา 40(4)(ก) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม หัก 15%หัก 1%
5.มาตรา 40(4)(ข) เงินปันผลหัก 10%หัก 10%
6.มาตรา 40(5) ค่าเช่า เช่น ค่าเช่าทรัพย์สินหัก 5%หัก 5%
7.มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ เช่น หมอ นักบัญชีหัก 3%หัก 3%
8.มาตรา 40(7) รับเหมาฯหัก 3%หัก 3%
9.มาตรา 40(8) รับจ้างหัก 3%หัก 3%
10.มาตรา 40(8) โฆษณาหัก 2%หัก 2%
11.มาตรา 40(8) แข่งขันหัก 5%หัก 5%
12.มาตรา 40(8) ชิงโชค หัก 5%หัก 5%
13.มาตรา 40(8) นักแสดงหัก 5%
14.มาตรา 40(8) รางวัลตามเป้าส่งเสริมการขายหัก 3%หัก 3%
15.มาตรา 40(8) ขนส่งหัก 1%หัก 1%
16.มาตรา 40(8) ประกันภัยหัก 1%หัก 1%
17.มาตรา 40(8) บริการอื่นๆหัก 3%หัก 3%

กรณียกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ในการจ่ายเงินให้กับผู้รับ จำเป็นต้องตรวจสอบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายก่อน ซึ่งการปฏิบัติตามกฎหมายจะช่วยเสริมสร้างความสมดุลในระบบข้อมูลบัญชี นอกจากนี้ถ้าหากสินค้าหรือบริการยอดเงินไม่ถึง 1,000 บาทในการจ่ายแต่ละครั้ง ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษี ส่วนผู้รับก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนไม่ถูกหัก แต่ถ้าหากมีการจ่ายอย่างต่อเนื่องแม้ยอดเงินแต่ละครั้งจะไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายจะต้องทำการหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อยู่ดี เช่น ค่าบริการโทรศัพท์ต้องจ่ายทุกเดือน ถึงแม้ยอดแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท แต่รวมกันหลายยอดแล้วเกิน 1,000 บาท 

หักเงินแล้ว อย่าลืมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย  

หลังจากผู้ที่มีรายได้ตามประเภทที่กำหนดถูกหัก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไปแล้ว ผู้ถูกหักภาษีจะต้องไม่ลืมขอใบรับรองหัก ณ ที่จ่าย จากนิติบุคคลที่หักเงินของตนเองไป เพื่อนำไปลดภาษีตอนสิ้นปีได้ ซึ่งปกติแล้วผู้จ่ายเงิน หรือผู้ที่มีหน้าที่เป็นคนหักเงิน จะต้องจัดทำและมอบเอกสาร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) มอบให้กับผู้รับเงิน เพื่อเป็นหลักฐานในการหักเงินไว้ โดยออกเอกสารให้ผู้รับเงิน 2 ฉบับ รวมถึงต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน อย่างน้อย 1 ฉบับด้วยเช่นกัน 

ผู้รับเงิน หรือผู้ที่ถูกหักเงินไปจะใช้หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายนี้เพื่อเป็นหลักฐานยื่นแก่กรมสรรพากร เพื่อลดภาษีตามจำนวนที่ถูกหักไประหว่างปี

บทสรุป การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำความเข้าใจและความละเอียดเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงควรใช้บริการจากนักบัญชีผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณภาษี