ยื่นภาษี : จำเป็นหรือไหม? รายได้เท่าไหร่ต้องยื่นภาษีที่คุณต้องรู้

เมื่อมีรายได้จะยื่นหรือไม่ ยื่นภาษี ดี? 

บุคคลในทุกอาชีพที่มีเงินได้ล้วนมีหน้าที่เสียภาษี เพราะการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนไม่ว่า
ในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางภาษีจะมีบทลงโทษตามมา โดยผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายงานที่ถูกต้องครบถ้วน โดยระบุถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจริงและการใช้สิทธิ์ประโยชน์ เช่น การขอคืนภาษี เป็นต้น

ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังมีคนจำนวนมากเกิดความสับสนและยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องของการยื่นภาษี บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่า การ ยื่นภาษี = การเสียภาษี แต่ในความเป็นจริงเมื่อคุณมีรายได้ทั้งปีไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีคุณก็ยังต้อง ยื่นภาษี อยู่ดี แล้วรายได้เท่าไรถึงจะเสียภาษี เป็นคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ ดังนี้

รู้หรือไม่…มีรายได้ถึงเกณฑ์ไม่ยื่นภาษีมีความผิดตามกฎหมาย

กรณีมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดต้องยื่นภาษี หากไม่ยื่นภาษีถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย โดยต้องระวางโทษค่าปรับยื่นแบบล่าช้าตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้

  • ยื่นแบบล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ค่าปรับ 100 บาท
  • ยื่นแบบล่าช้าเกิน 7 วัน ค่าปรับ 200 บาท
  • โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

หมายเหตุ : ถ้าคำนวณแล้วมีเงินภาษีที่ต้องชำระ กรมสรรพากรจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ของยอดภาษีที่ต้องเสียต่อเดือน  

ผู้มีรายได้แบบไหน ที่ต้องยื่นภาษีและเสียภาษี

บุคคลธรรมดา ที่มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่ประมวลรัษฎากรกำหนด โดยไม่จำกัดอายุ ความสามารถ เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา และไม่ว่าบุคคลนั้น จะเป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ภิกษุ สามเณร คนวิกลจริต และจะมีถิ่นที่อยู่ในหรือต่างประเทศก็ตาม หากบุคคลดังกล่าวมีเงินได้ กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคซึ่งบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากัน เพื่อที่จะทำกิจการร่วมกัน กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีเสมือนหนึ่งว่าเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งหากมีเงินได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้วต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยเช่นกัน

เนื่องจากผู้มีเงินได้ประกอบอาชีพแตกต่างกัน ซึ่งอาชีพเหล่านั้นมีความยากง่ายและต้นทุนที่แตกต่างกัน เพื่อความเป็นธรรม กฎหมายจึงได้แบ่งเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภทตามความเหมาะสม เพื่อกำหนดวิธีการคำนวณภาษีให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งบทความนี้ขอยกตัวอย่างประเภทของเงินได้ที่เกี่ยวข้องเพียง 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตราที่ 40 (1) เงินได้ประเภทที่ 1 ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างงาน หรือการให้บริการ ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า ลูกจ้าง
ตกลงที่จะทำงานให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง เรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงที่จะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งเงินได้ตามมาตรา 40(1) เป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานเป็นหลัก และเงินได้ประเภทนี้เป็นเงินได้พึงประเมินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง และรวมถึงเงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์ส่วนเพิ่มต่างๆ ที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเนื่องจากการจ้างแรงงานด้วย เช่น เงินค่าประจำตำแหน่ง ค่าล่วงเวลา เบี้ยประกันชีวิตที่นายจ้างจ่ายแทนพนักงาน ค่าเล่าเรียนบุตร การจัดท่องเที่ยวทัศนาจรให้แก่พนักงาน 

ประเภทที่ 2 เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตราที่ 40 (2) เงินได้ประเภทที่ 2 ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งการงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติงานของผู้มีเงินได้โดยมุ่งถึงผลสำเร็จของงาน ซึ่งเงินได้ประเภทที่ 2 จะมีความคล้ายคลึงกับเงินได้ประเภทที่ 1 แต่มีความเป็นอิสระไม่ผูกมัดกับนายจ้างมากเท่ากับเงินได้ประเภทที่ 1 

ประเภทที่ 8 เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตราที่ 40 (8) เงินได้ประเภทที่ 8 ได้แก่ เงินได้จากการทำธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการประกอบอาชีพอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 แล้ว 

ผู้มีรายได้มีวิธีการคำนวณภาษีดังนี้

ผู้มีรายได้เท่าไรต้องยื่นภาษีนั้น อันดับแรกต้องทราบก่อนว่าอาชีพนั้นจัดอยู่ในรูปแบบภาษีเงินได้ประเภท บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งหากคุณไม่ได้รับรายได้อยู่ในรูปแบบของบริษัทหรือนิติบุคคล ก็ต้องคิดภาษีตามหลักเกณฑ์ของบุคคลธรรมดา 

ซึ่งการคำนวณรายได้ที่เป็นรายได้สุทธิ ช่วยให้ผู้ที่มีรายได้ทุกอาชีพ สามารถนำไปใช้คำนวณว่าตนเองมีรายได้สุทธิเท่าไร หากรายได้สุทธิถึงเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากต้องยื่นภาษีแล้ว ยังต้องเสียภาษีอีกด้วย

สูตรการคำนวณภาษีสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

รายได้ ในสูตรการคำนวณ คือ การนำรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้างจากช่องทางอื่นๆ หรือหากเป็นการค้าขายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ที่มีการทำบัญชีตลอดก็จะทราบรายได้ของตนเองอยู่แล้ว 

ค่าใช้จ่าย ในสูตรการคำนวณ คือ รายได้ทั้งปีหักลบค่าใช้จ่าย ซึ่งหากมีรายได้เป็นเงินเดือน โบบัส ค่าจ้างทั่วไป สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% ของค่าใช้จ่าย แต่รวมกับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 แล้วไม่เกิน 100,000 บาท

ค่าลดหย่อน ในสูตรการคำนวณ คือ รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนการคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

บทสรุป จากข้อมูลต่างๆ ข้างต้นจะเห็นว่า เมื่อมีรายได้การยื่นภาษีและเสียภาษีเป็นสิ่งที่ควรทำให้ถูกต้อง และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ หากมีข้อสงสัยในเรื่องภาษีสามารถเข้ามาปรึกษาสำนักงานบัญชี เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไว้เป็นตัวช่วยในการยื่นภาษี