หลักการเลือก สำนักงานบัญชี คุณภาพ ที่กิจการต้องรู้! 

เลือกสำนักงานบัญชี ธรรมชาติของการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชี-ภาษีเพื่อส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากเป็นกิจการที่ยังไม่ชำนาญในเรื่องดังกล่าว ก็มักมองหา สำนักงานบัญชี ที่มีบริการรับทำบัญชี ตรวสอบบัญชี เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของกิจการ

และแน่นอนว่า สำนักงานบัญชี ก็มีให้เลือกอยู่มากมาย แล้วแบบไหนที่กิจการควรเลือก หรือ สำนักงานบัญชีแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของตนเอง  ไปหาคำตอบพร้อมกัน

สำนักงานบัญชี ตั้งราคาสมเหตุสมผล

  ตามหลักการเลือก สำนักงานบัญชี กิจการส่วนใหญ่มักนำ “ราคา” มาเป็นตัวตัดสินใจเบื้องต้นในการว่าจ้าง  ซึ่งหลายรายมองว่ายิ่งถูกยิ่งดี แต่ความจริงแล้วอาจไม่แน่นอนเสมอไป ซึ่งสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพควรมาพร้อมกับราคาที่สมเหตุสมผล มีความสมดุลกันระหว่างราคากับเนื้องาน หากเนื้องานน้อย เอกสารไม่เยอะ ราคาย่อมถูกลง แต่ถ้าหากเอกสารมีจำนวนมาก ต้องทำหลายอย่าง รวมถึงความซับซ้อนของแต่ละกิจการ ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการบัญชีที่ตกลงให้บริการกัน

แต่หากกิจการเลือกตัดสินใจจ้างสำนักงานบัญชีจากราคาที่ถูกไว้ก่อน หรือราคาแพงถือว่าเป็นสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพอาจไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากทุกอย่างควรอยู่ที่ความพอดี สมเหตุสมผล ไม่เช่นนั้นกิจการอาจจะต้องเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ว่าสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ตนเองเลือก อาจจะทำงานไม่มีคุณภาพออกมา หรือเมื่อได้รับเงินก้อนโตไปแล้วกลับทิ้งงานหายไปก็ได้   

สำนักงานบัญชี ต้องติดต่อง่าย สะดวก และรวดเร็ว  

หลังจากกิจการเจอ สำนักงานบัญชี ที่ถูกใจในเบื้องต้นแล้ว ให้ลองติดต่อสำนักงานบัญชีนั้นๆ หากติดต่อได้ง่าย สำนักงานบัญชีสามารถติดต่อได้ตลอดพร้อมให้ข้อมูล ให้คำปรึกษาได้อย่างรวดเร็ว เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ ที่สามารถโน้มน้าวจิตใจให้กิจการตัดสินใจเลือกได้

และยังเป็นเครื่องการันตีได้ว่า เมื่อผู้ประกอบการเลือกสำนักงานบัญชีนี้แล้ว จะไม่เงียบหาย โดยเฉพาะสำนักงานบัญชีคุณภาพจะต้องมีการจัดสรรพนักงานเพื่อมาดูแลบัญชีของกิจการโดยเฉพาะ เพื่อให้การติดต่อประสานงานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทราบรายละเอียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบัญชีของกิจการอย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยนคนไปมาให้สับสน

สำนักงานบัญชี มีตัวตนอยู่จริง มีหลักแหล่งชัดเจน

  หากสำนักงานบัญชีมีที่อยู่ชัดเจน เป็นการยืนยันตัวตนว่ามีอยู่จริง จะช่วยทำให้กิจการมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกหลอก และสำนักงานบัญชีนั้นๆ จะอยู่ดูแลพร้อมช่วยเหลือกิจการได้ตลอด เนื่องจากในอนาคตหากเกิดปัญหาในเรื่องบัญชีและภาษี สำนักงานบัญชีที่กิจการเลือกจะไม่ทิ้งและอยู่คอยช่วยเหลือ อย่างเช่น หากถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง หรือสารวัตรบัญชีเรียกพบ

อีกทั้งเอกสารบัญชีต่างๆ ของกิจการที่ต้องอยู่กับสำนักงานบัญชี หากมีที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่งชัดเจน มีตัวตนเอยู่จริง ก็ยังเบาใจได้ว่ากิจการจะสามารถหาสำนักงานเจอ            

สำนักงานบัญชี สามารถให้คำปรึกษาเรื่องบัญชี-ภาษีแก่กิจการได้

  หลังจากพิจารณาแล้วว่า สำนักงานบัญชี แห่งนี้ ถูกต้องตรงกับ สำนักงานบัญชีคุณภาพ ตั้งแต่ต้น จนมาถึงจุดที่จะต้องตกลงว่าจ้าง ผู้ประกอบการควรมีการสอบถามเกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง เพื่อพิจารณาว่าสำนักงานบัญชีนั้น มีความเข้าใจพื้นฐานในธุรกิจของเราแค่ไหน สามารถตอบคำถามและให้คำปรึกษาเราได้หรือไม่

            หากไม่ค่อยมั่นใจในคำตอบ อาจจะสอบถามสำนักงานบัญชีหลายๆ แห่ง แล้วนำมาเปรียบเทียบว่าที่ไหนให้คำปรึกษาได้เข้าใจมากกว่ากัน แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง

 ขอบเขตบริการบัญชีที่ตกลงให้บริการ

สำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องชัดเจนในขอบเขตงานบัญชีที่ให้บริการ เนื่องจากจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า งานที่กิจการต้องการจ้างนั้น สำนักงานบัญชีมีขอบเขตมากน้อยตรงกับความต้องการของกิจการหรือไม่ ซึ่งขอบเขตงานโดยทั่วไปของสำนักงานบัญชี จะประกอบไปด้วย

1.งานรายเดือน

– รับเอกสารจากลูกค้านำมาบันทึกบัญชีรายการรายรับรายจ่าย

– สรุปยอดภาษีรายเดือนที่เกี่ยวข้อง จัดทำแบบและยื่นภาษีให้กับลูกค้า

– นำส่งประกันสังคม กยศ รายเดือน (ถ้ามี)

2.งานรายปี

– จัดทำงบการเงิน

– ส่งงบการเงินให้ผู้ตรวจสอบบัญชี เพื่อตรวจสอบและออกรายงานของผู้สอบบัญชี

– จัดทำแบบยื่น และนำส่งงบการเงินและรายงานผู้สอบบัญชีแก่กรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

  ทั้งนี้ ในกรณีที่กิจการมีความประสงค์ให้สำนักงานบัญชีทำข้อมูลในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม ต้องมีการพูดคุยตกลงกันก่อนว่าจ้าง ว่าสามารถทำเพิ่มในส่วนที่กิจการต้องการได้หรือไม่ด้วย

มีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนด

สำนักงานบัญชีคุณภาพ จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น วุฒิการศึกษา ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสภาวิชาชีพบัญชี รวมถึงยังต้องมีการอบรมทุกปี เพื่อรักษาสถานะผู้ทำบัญชีไว้ หรือที่เรียกว่า การพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง (CPD)      

และนักบัญชีจะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด ดังนี้

– ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำระดับ ปวส.ทางการบัญชี หรือ ปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป

– ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท หรือมีสินทรัพย์รวม หรือรายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป

– บริษัทมหาชน ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป

– นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศประกอบธุรกิจในไทย ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป

– กิจการร่วมค้า ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป

สรุป… ผลร้ายเมื่อกิจการเลือกสำนักงานบัญชีผิด 

  ดังนั้น เมื่อกิจการเลือกจ้างสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพ จะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้ทำบัญชีที่ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด และมีความเชี่ยวชาญเรื่องบัญชี-ภาษีมาอย่างยาวนาน ที่สำคัญควรเลือกสำนักงานบัญชีที่ติดต่อได้ง่าย มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งชัดเจน เพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ ไม่หายไปในอนาคต

เพราะถ้าหากกิจการเลือกสำนักงานบัญชีผิด จะส่งผลเสียหลายอย่าง เช่น

– อาจถูกปรับสูงสุดถึง 50,000 บาท หากคุณสมบัติของนักบัญชีไม่ครบตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 

– ถ้าสำนักงานบัญชีไม่ทำบัญชีส่งให้จะถูกปรับ 3,000 บาท และบวกเพิ่มอีกวันละ 1,000 บาท 

– เมื่อยื่นงบการเงินและภาษี ไม่แจ้งชื่อผู้ทำบัญชี จะถูกปรับ 10,000 บาท 

– ไม่ส่งงบการเงิน ถูกปรับ 50,000 บาท  

สุดท้ายแล้ว นอกจากกิจการจะได้ร่วมงานกับสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพแล้ว ยังส่งผลให้การดำเนินกิจการขอตนเองราบรื่นอีกด้วย