ทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไร (ทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไร)

ทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไร …ความน่าเชื่อถือของการทำธุรกิจใดๆ นอกเหนือจากควรจดบริษัทเป็นนิติบุคคลแล้ว ธุรกิจที่จดทะเบียนการค้า ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจเมื่อต้องติดต่อกับลูกค้าเช่นกัน โดยส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจทั่วประเทศ มักนิยมเลือกจดทะเบียนการค้าเนื่องจากมีความเป็นอิสระในการทำธุรกิจสูง

กระทั่งเกิดคำว่า “ทะเบียนพาณิชย์” ขึ้น ทำให้ช่วงหลังมานี้ธุรกิจต่างๆ เกิดความสับสนว่า ทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไร ตนเองควรจดทะเบียนการค้า หรือจดทะเบียนพาณิชย์กันแน่ 

ทั้งนี้ ตามหลักการแล้ว “ทะเบียนการค้า” มีความหมายเหมือน “ทะเบียนพาณิชย์” แต่สมัยก่อนใช้คำว่าทะเบียนการค้า และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคำว่าทะเบียนพาณิชย์แทน แต่ถ้าเจ้าของกิจการยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดลึกๆ ดังต่อไปนี้ อย่าเพิ่งตัดสินใจจดทะเบียนพาณิชย์เด็ดขาด!        

เจาะลึก… ทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไร

ทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ต่างกันอย่างไรนั้น คงพอทราบกันไปบ้างแล้ว ซึ่งทะเบียนการค้ากับทะเบียนพาณิชย์ มีความหมายเหมือนกัน วิธีการจดทะเบียน หรือรายละเอียดต่างๆ ก็เหมือนกัน ซึ่งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ทำธุรกิจค้าขาย ทั้งการค้าขายแบบทั่วไปและการขายออนไลน์ตามประเภทที่กฎหมายกำหนด จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์ 

หรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจค้าขายและบริการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ก็มีทั้งธุรกิจที่บังคับต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ “ทำไมต้องจด ทะเบียนพาณิชย์ และใครบ้างที่ต้องจด”

ทั้งนี้ ทะเบียนพาณิชย์แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1.ทะเบียนพาณิชย์ (ร้านค้าบุคคลธรรมดา) สามารถจดทะเบียนได้ทั้งประเภทบุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล ที่ประกอบกิจการตรงกับที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553  ซึ่งประกอบด้วย

1.1 ทะเบียนพาณิชย์ (ทั่วไป)

1.2 ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (“ทะเบียนพาณิชย์ กับ ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ต่างกันอย่างไร”)

2.ทะเบียนนิติบุคคล จะใช้ในกรณีการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด   

ความแตกต่างระหว่าง “ทะเบียนการค้า” กับ “เครื่องหมายการค้า”

นอกจากนี้ ยังมีคำว่า “ทะเบียนการค้า” กับ “เครื่องหมายการค้า” ที่สร้างความสับสนให้กับเจ้าของธุรกิจไม่น้อย ซึ่ง “เครื่องหมายการค้า” จะแตกต่างจาก “ทะเบียนการค้า” แต่มีความสำคัญกับการประกอบธุรกิจเหมือนกัน ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

1.ทะเบียนการค้า ทะเบียนพาณิชย์ คือชื่อทางการค้า เช่น Unilever , P&G , Nestle , PEPSICO โดยธุรกิจที่จดทะเบียนพาณิชย์จะใช้กับร้านค้าและบุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบด้วย

– บุคคลธรรมดา (กิจการเจ้าของคนเดียว) เพื่อแสดงแหล่งที่มาของธุรกิจ

– ห้างหุ้นส่วนสามัญ

– นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย

– ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด

– บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด  

การจดทะเบียนพาณิชย์เพื่อแสดงที่มาของรายได้ และนำไปใช้ประโยชน์ในการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การกู้เงิน และต้องเสียภาษีเหมือนก่อนจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย     

2.เครื่องหมายการค้า คือชื่อเครื่องหมายการค้า หรือชื่อยี่ห้อสินค้า เช่น KFC , เลย์ , Pizza Hut (ยี่ห้อสินค้าในกลุ่ม PEPSICO) DOVE , AXE , ซัลซิล (สินค้าในกลุ่ม Unilever)

โดยเครื่องหมายการค้ามีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อคุ้มครองการสร้างมูลค่าของสินค้า ว่ามีความแตกต่างกับสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น      

ทั้งนี้ หากมีการจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา แล้วต้องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเวลาต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งบริษัทก็สามารถทำได้ 

จดทะเบียนพาณิชย์มีประโยชน์อย่างไร 

การจดทะเบียนพาณิชย์ เป็นการยืนยันว่าธุรกิจนั้นถูกต้องตามกฎหมาย เป็นหลักฐานทางการค้า และเอกสารทะเบียนพาณิชย์ยังมีความสำคัญต่อการประกอบธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ได้ดังนี้

– ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า  

– ไม่มีภาระในการทำบัญชีหรือยื่นส่งงบการเงินแก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

– สร้างความน่าเชื่อถือและอนุมัติได้ง่าย เมื่อต้องการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงิน เช่น การกู้ยืมเงิน การขอสินเชื่อเพื่อนำมาหมุนเวียนทำธุรกิจ ซื้อบ้าน ซื้อรถ เพราะสามารถตรวจสอบได้ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีหรือไม่

เรื่องการเสียภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนพาณิชย์ ก็ยังคงมีหน้าที่เสียภาษีตามประเภทบุคคลของเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนพาณิชย์ และถ้าหากมีรายได้จากการขายเกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ 

– จดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรายได้ที่เข้ามาทั้งหมดต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีสูงสุดในอัตรา 35%

– จดทะเบียนพาณิชย์ในนามนิติบุคคล จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิ เสียภาษีสูงสุดในอัตรา 20%   

สรุป

  การจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา จะมีความเป็นอิสระในการประกอบธุรกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงกันข้ามกับจดทะเบียนนิติบุคคล ต้องดำเนินกิจการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งเรื่องของการจัดทำบัญชี ภาษี และมีหน้าที่ต้องจัดส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

แต่ในกรณีที่เจ้าของธุรกิจจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดา หากมีรายได้สูงเป็นหลักหลายล้าน อาจรับภาระหนักในเรื่องภาษีที่ต้องเสียสูงสุดถึง 35% ก็ควรพิจารณาเรื่องการจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล เพื่อช่วยให้ประหยัดภาษีลง 

ส่วนเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว หากประกอบธุรกิจประเภทตรงตามที่กฎหมายกำหนดว่าต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ก็จำเป็นต้องยื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย เพื่อป้องกันโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท จนกว่าจะมีการจดทะเบียนพาณิชย์ให้เสร็จเรียบร้อย